คลังเก็บรายเดือน: มีนาคม 2014

ยื่นกันสาด

9 ไอเดียอยู่เย็น…เป็นสุข

อยู่เย็น…เป็นสุข

 9 ไอเดียที่ช่วยให้เราอยู่ในบ้านแบบเย็นสบายทั้งกายและใจ

อากาศร้อนขึ้นทุกวัน จนบางครั้งเครื่องปรับอากาศก็ยังเอาไม่อยู่ ซึ่งอาจพานให้อารมณ์เสียหงุดหงิดใส่คนข้างๆ สร้างบรรยากาศมาคุภายในบ้านไปกันใหญ่ คอลัมน์ “ดีไซน์ไอเดีย” ฉบับนี้ ชวนคุณผู้อ่านมาหาวิธีอยู่ร่วมกับอากาศร้อนๆได้อย่างเป็นสุขด้วย 9 ไอเดียที่ช่วยให้เราอยู่ในบ้านแบบเย็นสบายทั้งกายและใจกันค่ะ

หลังคาสีขาวๆ

1. หลังคาขาวๆ

ความร้อนภายในบ้านนั้นจะส่งผ่านมาทางหลังคามากที่สุด การเลือกใช้หลังคาสีขาวหรือสีอ่อนจะช่วยให้บ้านเย็นลงได้ เพราะมีผลวิจัยว่าหลังคาสีขาวช่วยสะท้อนความร้อนได้มากถึง 75 เปอร์เซ็นต์ สีครีม 65 เปอร์เซ็นต์  สีฟ้าอ่อน 50 เปอร์เซ็นต์ สีแดง 26 เปอร์เซ็นต์ และสีเทา 25 เปอร์เซ็นต์ อุณหภูมิภายในบ้านเราก็จะเย็นลง 5 -10 องศาเซลเซียส นอกจากนี้รูปแบบของหลังคาก็มีผลต่อการสะท้อนแสงเช่นกัน หลังคาเรียบแบนหรือหลังคาเพิงหมาแหงนจะช่วยสะท้อนความร้อนสู่ชั้นบรรยากาศได้โดยตรง ทั้งยังไม่รบกวนสายตาและสะท้อนความร้อนสู่บ้านข้างเคียงอีกด้วย

เพิ่มเป็นสองชั้น

2. เพิ่มเป็นสองชั้น

ผนังด้านทิศตะวันตกหรือใต้ที่ได้รับแสงแดดและความร้อนเต็มๆในช่วงกลางวันควรทำผนังหนาสองชั้น โดยใช้วัสดุที่ระบายความร้อนได้ดี เช่น ผนังก่ออิฐฉาบปูน ผนังก่ออิฐมวลเบา หรือผนังเบาอย่างแผ่นยิปซั่มหรือสมาร์ทบอร์ด อย่าลืมเว้นพื้นที่ตรงกลางสำหรับการระบายอากาศหรือจะติดฉนวนกันความร้อนอีกชั้นก็ได้ เพื่อป้องกันไม่ให้ความร้อนแทรกซึมเข้าสู่ภายในบ้านได้ง่ายๆ

สีเย็น...สบายตัว

3. สีเย็น…สบายตัว

ผนังภายในบ้านควรเลือกใช้โทนสีอ่อนหรือโทนสีพาสเทล เช่น ฟ้าอ่อน เขียวมินต์ เพราะโทนสีเหล่านี้มีผลต่ออารมณ์ของผู้อยู่อาศัย ช่วยให้รู้สึกเย็นตา ผ่อนคลาย นอกจากนี้ยังกระจายแสงได้ดีกว่าสีเข้ม จึงไม่เก็บสะสมความร้อนไว้นาน

 พัดลมติดเพดาน

4. พัดลมติดเพดาน

นอกจากการเปิดหน้าต่างให้ลมได้ระบายเข้า-ออกแล้ว การติดพัดลมบนเพดานยังช่วยเพิ่มการหมุนเวียนของอากาศภายในบ้านได้อีกทางหนึ่ง โดยเลือกติดตั้งเหนือพื้นที่ที่ใช้งานบ่อยๆ เช่น ส่วนรับแขก ส่วนนั่งเล่น โต๊ะรับประทานอาหาร ก็จะช่วยให้เหงื่อระบายได้เร็วขึ้น ไม่ร้อนอับ

 ยิ่งนั่งยิ่งเย็น

5. ยิ่งนั่งยิ่งเย็น

โซฟาหรือเก้าอี้ที่ต้องสัมผัสตัวผู้ใช้งาน หากไม่ใช่หนังแท้ ก็แนะนำให้หาตั่งไม้หรือเก้าอี้หวายจะดีกว่า เพราะโซฟาบุผ้านวมนุ่มๆ ยิ่งนั่งจะยิ่งร้อน บางครั้งก็มีกลิ่นเหม็นอับจากการดูดซับเหงื่อ แถมยังเก็บฝุ่นอีกด้วย

 เท้าเย็น...กายก็เย็น

6. เท้าเย็น…กายก็เย็น

พื้นชั้นล่างเลือกปูแผ่นกระเบื้องเซรามิก พอร์ซเลน ดินเผา หรือหินธรรมชาติอย่างหินอ่อนและหินแกรนิตดีกว่า เพราะกักเก็บความเย็นจากพื้นดินได้ดี และระบายความร้อนได้เร็ว ช่วยลดอุณหภูมิพื้นให้เย็นลงได้ เมื่อเท้าสัมผัสจะรู้สึกเย็นสบาย แนะนำให้ใช้กับส่วนทางเดินหลัก ส่วนนั่งเล่น หรือห้องนอน อย่ากลัวว่าจะให้ความรู้สึกเหมือนห้องน้ำ เพราะเดี๋ยวนี้มีกระเบื้องลายสวยน่าใช้ให้เลือกมากมาย

 

7. เลิกหลอดไส้

ใครยังใช้หลอดไส้กับโคมไฟ แนะนำให้เปลี่ยนมาใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์ หลอด T5 หรือหลอดแอลอีดีจะดีกว่า เพราะนอกจากหลอดไส้จะให้ปริมาณแสงสว่างน้อยกว่าแล้ว ยังปล่อยความร้อนออกมามากถึง 100 – 400 องศาเซลเซียส รับรองว่าเปลี่ยนแล้วจะช่วยประหยัดเงินและลดความร้อนภายในบ้านด้วย อย่างตอนนี้ประเทศแคนาดาก็ประกาศเลิกจำหน่ายหลอดไส้แล้วนะ

 กันแดดไม่ให้เข้า

8. กันแดดไม่ให้เข้า

อีกวิธีที่ช่วยให้บ้านไม่ร้อนก็คือการป้องกันแสงแดดเข้าสู่บ้านโดยตรง หน้าต่างบานใหญ่ด้านทิศตะวันตกและใต้ควรติดฟิล์มกันความร้อนและติดตั้งผ้าม่านกันแสง (Blackout) เพิ่ม เพื่อช่วยกันความร้อนเข้าสู่ตัวบ้านในช่วงกลางวัน หน้าต่างบานเล็กหรืออยู่ทิศอื่นอาจใช้ผ้าม่านสองชั้น ชั้นหนึ่งเป็นผ้าโปร่ง อีกชั้นเป็นผ้าม่านทึบ ก็ช่วยกรองแสงเข้าบ้านในช่วงกลางวันได้

 ยื่นกันสาด

9. ยื่นกันสาด

ป้องกันความร้อนเข้าสู่บ้านโดยตรงด้วยการติดตั้งกันสาดในบริเวณที่โดนแสงแดดเต็มๆ เลือกติดได้ทั้งแนวตั้ง แนวนอน และแนวผสม แล้วแต่ทิศทางของแสง เช่น ผนังด้านทิศใต้ควรติดตั้งแบบผสม ทิศตะวันออกและตะวันตกควรติดตั้งกันสาดในแนวตั้ง โดยเลือกใช้วัสดุที่ไม่สะสมความร้อนอย่างไม้ระแนง กระเบื้องหลังคาไฟเบอร์ซีเมนต์ และหลังคาโลหะรีดลอน บริเวณโดยรอบก็ปลูกต้นไม้ หรือใช้วัสดุธรรมชาติอย่างหินกรวดแทนพื้นคอนกรีต ก็จะยิ่งช่วยระบายความร้อนได้เร็วยิ่งขึ้น

ขอขอบคุณ เครดิต นิตยสารบ้านและสวน
http://www.baanlaesuan.com

ชายคา (2)

ชายคาของบ้าน 100-120 เซนติเมตร

ชายคาของบ้าน 

ชายคา (1)

คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมบ้านของเราถึงต้องมี “ชายคา” หลายคนคงหัวเรากับคำถามนี้ แล้วก็คงกำลังคิดอยู่ในใจว่า ชายคาก็มีเอาไว้กันแดด บังฝน นะสิ (ถามได้) เป็นคำตอบที่ถูกต้องชายคามีหน้าที่ บังแดด กันฝน แต่คุณเคยคิดหรือไม่ว่าหลังคาของคุณบังแดดบังฝนได้จริงหรือเปล่า คำตอบคงต้องลองสังเกตกันดูเอาเอง โดยอาจจะออกไปยืนดูนอกบ้านตอนบ่ายๆ หรือยอมเปียกฝนตอนที่ฝนตก เพื่อดูว่าชายคาบ้านคุณทำงานคุ้มค่ากับกับเงินที่คุณจ่ายไปหรือไม่

ชายคา (2)

แล้วถ้าบังเอิญคุณได้คำตอบที่ไม่เป็นไป ตามที่คุณคิด แสงแดด หรือ ฝน ยังสามารถทำหน้าที่ของมันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ (ยังคงส่องแสง หรือ สาดโดนผนังหรือหน้าต่างของบ้านอย่างคุณอยู่เกือบเต็มพื้นที่ผนัง) คุณคงจะต้องหาวิธีแก้ปัญหากันต่อไป บางคนอาจจะเลือกวิธีติดกันสาดเพิ่มเข้าไป เป็นความจำเป็นเพื่อที่ลดปัญหาเรื่องความร้อนในอาคาร หรือปัญหาเรื่องการรั่วซึม คำถามต่อไปก็คือแล้วจะทราบได้อย่างไรว่าระยะการยื่นของชายคาควรจะเป็นเท่าไหร่

ชายคา (3)

โดยทั่วไประยะของชายคาที่เราเห็นกันจนชินตามักจะยื่นออกมาจากผนังอาคารประมาณ 50-60 ซ.ม. ตัวเลขนี้มาจากไหน ตัวเลข 50-60 ซ.ม. นี้ได้รับอิทธิพลมาจากบ้านแบบตะวันตกซึ่งมักจะมีระยะยื่นของชายคาอยู่ที่ประมาณ 50-60 ซ.ม. อันเนื่องมาจากข้อจำกัดทางสภาพภูมิอากาศ และวัสดุ (น้ำหนักของหิมะ และไม้เนื้ออ่อน) ถ้าเป็นเช่นนั้นระยะการยื่นชายคาของบ้านซึ่งตั้งอยู่ในประเทศไทยควรจะเป็นเท่าไหร่

ชายคา (4)

ระยะที่เหมาะสมในการยื่นชายคาของบ้านเราก็คือ 1.00-1.20 ม. ตัวเลขนี้มาจากไหน ก็มาจากเรื่องของสภาพภูมิอากาศ และวัสดุอีกเช่นกัน สภาพอากาศก็คือประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้น คือมีอากาศร้อน และฝนตกชุก ดั้งนั้น จึงควรยื่นชายคาออกไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อลดความร้อนจากแสงอาทิตย์และน้ำฝนที่จะโดนผนัง ดังนั้นจึงต้องมาดูกันที่วัสดุ ประเทศไทยโชคดีซึ่งมีไม้เนื้อแข็งทำให้สามารถยื่นชายคาออกไปได้ยาวถึง 1.00-1.20 ซ.ม. ซึ่งสามารถรับน้ำหนังของชายคาได้ไม่ต้องมีค้ำยัน

ชายคา (5)

บางครั้งบางคราวเจ้าของบ้าน หรือสถาปนิกก็มักจะจงใจใช้ค้ำยัน ช่วยเพิ่มระยะยื่นของชายคาให้ยาวมากกว่าปกติเพื่อช่วยเพิ่มพื้นที่ใช้สอยบริเวณด้านล่างของชายคา (ให้ร่มเงาสำหรับกิจกรรมภายนอกอาคาร) อีกทั้งยังช่วยเพิ่มลูกเล่นให้อาคารมีความน่าสนใจ นอกเหนือไปจากประสิทธิภาพในการบังแดด บังฝนให้กับอาคาร

ขอขอบคุณ เครดิต นิตยสารบ้านและสวน

http://www.baanlaesuan.com/